
ชีวิตจริงของ CFO บางวันต้องแกร่ง การจัดการงานในบริษัท
CFO (Chief Financial Officer) หรือผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องเคร่งขรึมและจริงจังตลอดเวลา แต่ในชีวิตจริง บทบาทของ CFO มีความหลากหลายกว่านั้นมาก
- บางวันต้องแกร่ง เพื่อต่อสู้กับความผันผวนทางเศรษฐกิจ, เจรจากับธนาคาร หรือเผชิญหน้ากับวิกฤตทางการเงิน
- บางวันต้องกล้า เพื่อตัดสินใจลงทุนในโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง, เสนอไอเดียที่แตกต่าง หรือปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่
- หน้าที่ของ CFO (Chief Financial Officer) หรือผู้อำนวยการฝ่ายการเงินนั้น ไม่ใช่แค่การดูแลตัวเลขหรือบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นตำแหน่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการวางกลยุทธ์และนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
- หน้าที่หลักของ CFO
- การวางแผนและบริหารการเงิน (Financial Planning & Management)
- จัดทำงบประมาณ: วางแผนและควบคุมงบประมาณขององค์กรในแต่ละปี
- การวิเคราะห์ทางการเงิน: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์รายรับรายจ่าย และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
- บริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow): ดูแลให้องค์กรมีเงินสดเพียงพอสำหรับใช้จ่ายและลงทุน
- การระดมทุนและการลงทุน (Capital & Investment)
- ระดมทุน: หาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมจากธนาคาร, การออกหุ้น, หรือการหาเงินทุนจากนักลงทุน
- ตัดสินใจลงทุน: ประเมินโครงการหรือการลงทุนใหม่ๆ ว่าคุ้มค่าและมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด
- การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
- ประเมินความเสี่ยง: คาดการณ์ความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน หรือหนี้เสีย
- วางมาตรการป้องกัน: กำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์กร
- การรายงานผล (Reporting)
- จัดทำรายงานทางการเงิน: จัดทำงบการเงินและรายงานต่างๆ ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน และนำเสนอต่อผู้บริหารและผู้ถือหุ้น
- สื่อสารข้อมูล: อธิบายข้อมูลทางการเงินที่ซับซ้อนให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership)
บทบาทของ CFO จึงไม่ใช่แค่การ “ดูแลตัวเลข” แต่คือการเป็นผู้นำที่ต้องมีวิสัยทัศน์, กล้าตัดสินใจ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทำไมสินค้าบางอย่าง ขึ้นราคาแค่ไหน ลูกค้าก็ไม่หนี อธิบายจาก Price Elasticity of Demand
คำตอบสั้นๆ คือ สินค้าเหล่านั้นมี ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาต่ำ (Inelastic Demand)
Price Elasticity of Demand (PED) คือการวัดว่าอุปสงค์ของสินค้าจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนเมื่อราคาของสินค้าเปลี่ยนไป
- เมื่อ PED ต่ำ (Inelastic Demand): หมายความว่า แม้ราคาจะเพิ่มขึ้น แต่อุปสงค์ของสินค้าจะลดลงเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่ลดลงเลย ตัวอย่างสินค้ากลุ่มนี้คือ:
- สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน: เช่น ยา, น้ำมัน, หรือไฟฟ้า เพราะผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่น และต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
- สินค้าที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง: เช่น โทรศัพท์ iPhone หรือสินค้าแบรนด์เนม เพราะลูกค้าผูกพันกับแบรนด์และมองว่าสินค้ามีมูลค่าสูงกว่าราคา
- สินค้าที่มีคู่แข่งน้อยหรือไม่เหมือนใคร: เช่น ยาที่ได้รับสิทธิบัตร หรือสินค้าที่มีเทคโนโลยีเฉพาะตัว
ในทางตรงกันข้าม เมื่อ PED สูง (Elastic Demand) หมายความว่า เมื่อราคาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อุปสงค์จะลดลงอย่างมาก สินค้ากลุ่มนี้มักจะเป็นสินค้าทั่วไปที่มีคู่แข่งเยอะ เช่น น้ำอัดลม, ขนม, หรือเสื้อผ้าแฟชั่น
ดังนั้น การที่สินค้าบางอย่างสามารถขึ้นราคาได้โดยที่ลูกค้าไม่หนีไปไหน จึงเป็นเพราะสินค้าเหล่านั้นสร้าง “คุณค่า” ที่ทำให้ผู้บริโภคยอมรับราคาที่สูงขึ้นได้
CFO (Chief Financial Officer) หรือผู้อำนวยการฝ่ายการเงิ…